เคารพต่อสรรพสิ่ง ผู้มีคุณธรรมย่อมมีหนทาง~ปรัชญาแห่งการมองสิ่งของผ่านเอ้อหู
วันนี้ได้คุยเล่นกับครูดนตรีพื้นบ้านท่านหนึ่ง เธอเล่าว่าครูสอนดนตรีของลูกชายที่เรียนมัธยมต้นอยากจะขอยืมเอ้อหูจากเธอหนึ่งคัน เพื่อใช้ในการสาธิตและการสอนในชั้นเรียน อย่างไรก็ตาม ครูดนตรีพื้นบ้านท่านนั้นกลับปฏิเสธคำขอนี้ เมื่อมองเผิน ๆ บางคนอาจไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง แต่เมื่อไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้ว ฉันกลับเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
สำหรับผู้ที่เป็นมืออาชีพและทะนุถนอมศิลปะของตน เครื่องดนตรีที่เก็บรักษาไว้ในมือ มิได้เป็นเพียง “สิ่งของ” เท่านั้น หากแต่เหมือนทารกที่อยู่ในอ้อมอก หรือแม้กระทั่งมีค่าดุจบุตรหลานแท้ ๆ ของตนเอง ลองถามดูเถิด หากมีใครมาขอยืมทารกที่ยังอยู่ในผ้าอ้อมจากบ้านของคุณ ใครเล่าจะตอบตกลงได้ง่าย ๆ? เช่นเดียวกับกรณีที่สถานีโทรทัศน์เห็นลูกแมวน่ารักตัวหนึ่ง แล้วขอให้เจ้าของพาไปถ่ายทำในสตูดิโอ เจ้าของย่อมหวังที่จะอยู่ดูแลเคียงข้างด้วยตนเอง นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความรับผิดชอบเท่านั้น แต่ยังเป็นการเคารพและเอาใจใส่ต่อชีวิตและความรู้สึกอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ครูมัธยมต้นท่านนี้ขอเพียง “เอ้อหูธรรมดา” หนึ่งคัน จากจุดนี้ก็เห็นได้ว่า เขายังไม่มีเอ้อหูเป็นของตนเอง และก็แทบไม่มีประสบการณ์ในการบรรเลงจริง หากมองจากแนวคิดขงจื๊อ “ช่างจะทำงานให้ดี ต้องลับเครื่องมือให้คมก่อน” การจะสอนและถ่ายทอดหลักธรรม ก็จำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งและเชี่ยวชาญต่อสิ่งที่ใช้เสียก่อน ผู้ที่ไม่เคยเรียนรู้อย่างจริงจังและไม่เคยฝึกปฏิบัติเทคนิคการบรรเลงเอ้อหู ย่อมยากที่จะถ่ายทอดความงามและความลุ่มลึกที่แท้จริงให้แก่นักเรียนในห้องเรียนได้ นอกจากนี้ พุทธศาสนาย้ำเรื่อง “สัมมาญาณะ สัมมาทิฏฐิ” หากในชั้นเรียนมีการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับเอ้อหูที่ผิดพลาด ไม่เพียงจะทำให้นักเรียนเข้าใจคลาดเคลื่อนเท่านั้น แต่ยังอาจบั่นทอนชื่อเสียงทางวิชาชีพที่ครูดนตรีพื้นบ้านสร้างสมมาเป็นเวลาหลายปีโดยไม่รู้ตัว และส่งผลต่อความเข้าใจวัฒนธรรมอย่างถูกต้องของนักเรียนอีกด้วย
หากครูมัธยมต้นท่านนี้ตั้งใจจริงที่จะเผยแพร่เอ้อหูหรือดนตรีพื้นบ้าน มิใช่เพียงหยิบยืมแบบเร่งรีบโดยไม่มีแผนรอบคอบ และไม่มีเจ้าของเอ้อหูอยู่ดูแลตลอดเวลา เขาสามารถประสานเวลากับครูดนตรีพื้นบ้านท่านนั้น เชิญเธอมาที่โรงเรียนเพื่อแสดงแก่นแท้ของเอ้อหูให้นักเรียนชมได้โดยตรง ดังคำกล่าวของขงจื๊อว่า “ผู้มีคุณธรรมย่อมมุ่งมั่นที่รากฐาน เมื่อรากฐานตั้งมั่นแล้ว หนทางจึงเกิดขึ้น” การเผยแพร่วัฒนธรรมควรเริ่มจากแก่นแท้ ลงมืออย่างมั่นคง และนำเสนอทั้งสาระสำคัญกับเนื้อหาอย่างเต็มเปี่ยม เชื่อว่าครูดนตรีพื้นบ้านผู้รักการสืบทอดศิลปะพื้นบ้านผู้นี้ ย่อมยินดีถ่ายทอดฝีมือโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะคำว่า “เต๋าตามธรรมชาติ” ในแนวคิดเต๋า ก็คือการส่งเสริมการถ่ายทอดที่แท้จริงโดยไม่หวังผลตอบแทน เพียงหวังปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งศิลปะลงในหัวใจนักเรียนเท่านั้น
แม้ในหมู่เด็กนักเรียนหนึ่งร้อยคน จะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่เกิดความสนใจในดนตรีพื้นบ้าน สิ่งนี้ก็เปรียบดังคำกล่าวในพุทธศาสนา “ประทีปหนึ่งดวงสามารถขจัดความมืนนับพันปี” แสงแห่งวัฒนธรรมที่ถูกจุดขึ้นในหัวใจนักเรียนนั้น ในอนาคตย่อมนำผลเชิงบวกและส่งผลไกลออกไปต่อวงการดนตรีพื้นบ้านอย่างแน่นอน
การเผยแพร่และการสอนวัฒนธรรม ควรตั้งอยู่บนท่าทีที่เคร่งครัดและจริงจังเสมอ โดยเฉพาะการศึกษาทางศิลปะ ความเป็นมืออาชีพและทัศนะคติของผู้แสดง ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้คุณค่าทางศิลป์ของนักเรียน ครูดนตรีพื้นบ้านท่านนั้นยังกล่าวอีกว่า หากครูรู้จักให้เกียรติ เชิญเธอมาช่วยสาธิตและอธิบายวัฒนธรรมเครื่องดนตรีในชั้นเรียน หรือแม้แต่ผสมผสานความเปลี่ยนแปลงจากละครพื้นเมือง เธอก็ยินดีอย่างมากที่จะเปิดการเดินทางทางวัฒนธรรมแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย และเธอยังจะรู้สึกปลาบปลื้มด้วยว่าลูกของตนนั้นได้พบกับครูดี ๆ ที่รู้จักให้เกียรติทั้งผู้สอน ผู้มีฝีมือ และผู้สร้างวัฒนธรรม
ตรงกันข้าม ครูผู้ขาดประสบการณ์และคุณภาพทางวิชาชีพ หากนำเสนอเอ้อหูด้วยวิธีเร่งรีบ ผิวเผิน ย่อมนอกจากจะไม่สามารถปลูกฝังให้นักเรียนเคารพดนตรีพื้นบ้านแล้ว ยังอาจบิดเบือนความเข้าใจของนักเรียนต่อวัฒนธรรมประเพณีอีกด้วย เรื่องนี้มิใช่เพียงปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบและพันธกิจในการศึกษาวัฒนธรรมอีกด้วย
อีกทั้ง ในกระบวนการขอยืมเอ้อหูนั่น ครูก็ไม่ได้แสดงถึงความเคารพหรือความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน การยืมสิ่งของมีค่าควรวางแผนครอบคลุมทั้งวิธีใช้และวิธีคืนอย่างเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าของจะไม่เสียหาย หากครูกระทำผ่านนักเรียนเพื่อส่งต่อ แล้วภายหลังก็ปล่อยให้นักเรียนเก็บรักษาเอง ก็ไม่ต่างอะไรกับการโยกภาระหน้าที่ซึ่งควรเป็นของตนอันตกไปอยู่กับนักเรียน เพิ่มความเสี่ยงที่เครื่องดนตรีจะเสียหาย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบทั้งต่อเจ้าของสิ่งของและต่อนักเรียนเอง
ลองเปรียบเทียบกับงานหมึกเขียนหรือภาพเขียนจีนโบราณระดับปราชญ์ด้านพู่กัน หรือผลงานภาพจีนระดับปรมาจารย์ เมื่อต้องขอยืมหรือเชิญผลงานประเภทนี้ไปจัดแสดง จำเป็นต้องวางแผนอันละเอียดถี่ถ้วนทุกขั้นตอน ตั้งแต่รับงาน ขนอุปกรณ์ จัดแสดง ไปจนถึงส่งคืน เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานยังสมบูรณ์ไร้ตำหนิ หากไม่มีมาตรการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ต่อให้ศิลปินได้รับค่าตอบแทนอันสูงล้ำ ก็ไม่มีทางเต็มใจเสี่ยงเช่นนั้น ความระมัดระวังเช่นนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความเคารพต่อผลงานศิลป์ แต่ยังสะท้อนถึงระดับความตระหนักในการสืบทอดและปกป้องวัฒนธรรมอีกด้วย
เมื่อพิจารณาในเชิงปรัชญา คำกล่าวของขงจื๊อเรื่อง “ทำงานด้วยความเคารพแล้วเกิดความเชื่อถือ” และ “ระวังตอนท้ายเหมือนตอนต้น” ล้วนเน้นให้รักษาความเคารพและความระแวดระวังอย่างเสม่ำเสอมาตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนคำว่า “ระวังตอนท้ายดังตอนต้น” ของเต๋าก็เตือนเราว่า ทุกเรื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดควรวางตัวด้วยความสุขุม รอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้อื่น ยิ่งควรกระทำเช่นนั้น ส่วนหลัก “อนิจจัง” ของพระพุทธเจ้า ทำให้เราตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในเสี้ยวเวลา จึงจำเป็นต้องดูแลด้วยความพิถีพิถันมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียใจโดยไม่จำเป็นจากความประมาทเลินเล่อ
ดังนั้น การที่ครูดนตรีพื้นบ้านปฏิเสธที่จะให้ยืมเอ้อหู้ จึงสะท้อนถึงทัศนะคติแห่งความสุขุมและเคารพระดับนี้ มิใช่เพราะเหตุผลส่วนตัวเท่านั้น แต่เพราะเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการสืบทอดวัฒnธรรมประเพณีและศิลปะต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นมืออาชีพและความเอาใจใส่ เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ได้อย่างแท้จริง