มนุษย์ทั้งหลายควรบำเพ็ญกาย ใจ และจิตวิญญาณอย่างไรเล่า?
การบำเพ็ญ “กาย” “ใจ” และ “จิตวิญญาณ” เป็นระดับและลำดับขั้นที่แตกต่างกันของการปฏิบัติธรรม ส่วน “งาม” “ดี” “จริง” และ “ศีล” “สมาธิ” “ปัญญา” นั้นคือเป้าหมายของการบำเพ็ญทั้งสามประการนี้ “กาย” “ใจ” “จิตวิญญาณ” เมื่อมองตามสภาพภายนอกดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน
แต่แท้จริงแล้วกลับเป็น “หนึ่งเดียว” ซึ่ง “หนึ่ง” นี้ในโลกมนุษย์ก็คือ “ชีวิต” ของเรา ในภาวะดั้งเดิมก็คือ “ธรรมชาติแท้” ของเรา ผู้ที่บำเพ็ญเพียงชีวิตแต่ไม่บำเพ็ญธรรมชาติแท้ ในที่สุดก็ทำได้เพียงผลแห่งการปฏิบัติที่ “ชำระกรรมของกายเนื้อ” เท่านั้น ส่วนผู้ที่บำเพ็ญเพียงธรรมชาติแท้แต่ไม่บำเพ็ญชีวิต ก็ทำได้เพียงผลแห่งการปฏิบัติที่ “ปลดปล่อยกายวิญญาณ” เท่านั้น แต่ทั้งสองอย่างนี้ยังไม่ใช่ความสมบูรณ์สูงสุดของการบำเพ็ญ
“กาย” ใน “กาย” “ใจ” “จิตวิญญาณ” หมายถึงกายเนื้อของพวกเรามนุษย์ ส่วน “ใจ” หมายถึงใจสามัญที่ไม่มั่นคงของพวกเรา และ “จิตวิญญาณ” หมายถึงธรรมชาติแท้ของเรานั่นเอง เพราะกายเนื้อของปุถุชนถูกควบคุมโดยวิญญาณรู้คิดภายใน และวิญญาณรู้คิดก็คือ “ใจของปุถุชน” ดังนั้นความคิดของเราจึงเป็นตัวกำหนดการกระทำของเรา ฉะนั้นกายเนื้อต้องยึด “ศีล” เป็นหลัก ส่วนใจสามัญต้องยึด “สมาธิ” เป็นเป้าหมาย ทั้งสองต้องบำเพ็ญไปพร้อมกัน
หากบำเพ็ญเพียงพฤติกรรมภายนอกของกายเนื้อ แต่ความคิดภายในไม่เปลี่ยนแปลง ความผิดเดิมก็ยังจะทำซ้ำแล้วซ้ำอีก หากแก้เพียงความคิดแต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยนเลย นั่นก็เป็นเพียงคำพูดลอยๆ ไม่ใช่การบำเพ็ญธรรม ดังนั้นจะดูว่าคนคนหนึ่งกำลังบำเพ็ญธรรมหรือไม่ ให้ดูว่าความคิดและการกระทำของเขาเปลี่ยนไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่ก็พอจะรู้ได้ เพราะฉะนั้นคำว่า “修行” หรือ “บำเพ็ญธรรม” จึงหมายถึงการแก้ไขความคิดและพฤติกรรมที่ผิดพลาดในอดีตของเรา ให้สอดคล้องกับความคิดและการกระทำตามทางสายกลาง
ความคิดตามทางสายกลางก็คือ “สัมมาสติ” การกระทำตามทางสายกลางก็คือ “สัมมากรรม” แล้ว “ทางสายกลาง” คืออะไรเล่า? ที่เรียกว่า “ทางสายกลาง” หมายถึงความเที่ยงตรงอันยิ่งใหญ่ ไม่เอนเอียง ไม่ลำเอียง เมตตากรุณาอย่างยิ่ง ยุติธรรมไม่เห็นแก่ตัว หลักธรรมอันสูงสุดและคุณธรรมอันสูงสุด ตลอดจนปรัชญาแห่งความไม่เห็นแก่ตัวและไร้ตัวตน หากเบี่ยงเบนจากหลักธรรมเหล่านี้ ความคิดและการกระทำที่เอนเอียงผิดเพี้ยนล้วนอยู่ในขอบเขตของ “การบำเพ็ญตามสภาพภายนอก”
แล้วการบำเพ็ญ “ศีล” ของกายเนื้อควรทำอย่างไร? อย่างแรกคือ ต้องละเลิกการกระทำที่เบี่ยงเบนจากธรรมให้หมดสิ้น ส่วนพฤติกรรมที่มีหรือไม่มีก็ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดหรือเก็บมาเป็นกังวลในใจ บางคนยึดติดว่ามื้ออาหารสามมื้อต้อง “กินเจ” แต่บางคนกลับยึดติดว่ามื้ออาหารสามมื้อต้อง “ไม่กินเจ” ไม่ว่าจะยึดติด “กินเจ” หรือ “ไม่กินเจ” นั่นก็คือความยึดติด และก็เบี่ยงเบนจากธรรมเช่นกัน จึงต้องละเลิกความกังวลเหล่านั้นเสีย บางคนยึดติดว่าต้องสูบบุหรี่ เที่ยวผู้หญิง ดื่มเหล้า (เพราะพวกเขาคิดว่าอย่างนี้ถึงจะครบห้าอย่าง จึงจะนับว่าเป็นลูกผู้ชาย) นั่นก็ล้วนเป็นเรื่องที่มีหรือไม่มีก็ได้ ไม่ควรปล่อยให้มันมากวนใจเรา หากแม้แต่ความชั่วร้ายเหล่านี้ใจของเรายังควบคุมไม่ได้ แล้วกายเนื้อของเราจะหลุดพ้นได้อย่างไร?
หากเป็นเช่นนั้น กายเนื้อและกายวิญญาณของเราก็จะถูกไอขุ่นเหล่านี้ฉุดรั้งไว้ จนไม่อาจสลัดเปลือกออกและเหินสู่เบื้องบนได้ “แน่นอนว่านี่คือระดับที่สูงกว่าของการบำเพ็ญ หากผู้บำเพ็ญบางท่านไม่ต้องการตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไป ก็ให้ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยและกรรมของตน และเดินบนเส้นทางการบำเพ็ญที่ตนควรเดิน”!
ส่วนการปล่อยสัตว์ การเป็นอาสาสมัคร การทำความดี… เป็นต้น ก็ต้อง “ไม่หวังสิ่งใดในใจ” ไม่ควรจงใจทำหรือฝืนทำ ทุกอย่างให้เป็นไปตามวาสนาและเหตุปัจจัย (ภายใต้เงื่อนไขของการบำเพ็ญนั้น จำเป็นต้องบำเพ็ญจิตเมตตาตามวิถีโพธิสัตว์ก่อน) เพราะการจงใจทำก็คือ “การกระทำโดยมนุษย์” มิใช่ “ธรรมชาติ” เมื่อไม่เป็นธรรมชาติก็ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักของ “ธรรม” แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าทำไปเพราะหวังให้ชาติหน้าดีขึ้น หวังสุขภาพดีในชาตินี้ หวังความสุข หวังรวย หรือหวังว่าทำแล้วจะได้บุญมากเท่าไร จนทุ่มเททำอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะนั่นคือทัศนคติแบบพ่อค้าที่เอาทุนไปหากำไร มิใช่การบำเพ็ญธรรมอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้น พอเป็นอาสาสมัครแล้วร่างกายไม่ได้แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม ก็จะไม่ทำต่อหรือ? นั่นคือการแลกผลประโยชน์กับสวรรค์ ไม่ใช่การบำเพ็ญธรรม
“กายอยู่ในวงล้อม แต่ใจอยู่นอกวงล้อม” หรือ “กายบำเพ็ญวิถีแห่งโลกีย์ ใจบำเพ็ญวิถีแห่งการออกจากโลก” นี่คือวิธีบำเพ็ญของกายและใจ หากกายไม่เข้าสู่โลกีย์ กรรมอุปสรรคที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติย่อมไม่อาจ “ชำระกรรม” ได้ หากใจไม่ออกจากโลก ความทุกข์และความกังวลนับไม่ถ้วนย่อมไม่อาจ “หลุดพ้น” ได้ ดังนั้นสิ่งที่กายเนื้อต้องละเลิกจึงมีมากมาย การบำเพ็ญของกายอยู่ภายนอก นั่นคือพื้นฐานของการปฏิบัติ หากกายเนื้อบำเพ็ญไม่ดี ก็เหมือนกับความรู้พื้นฐานระดับมัธยมต้นหรือต่ำกว่านั้นยังเรียนไม่ดี ย่อมไม่อาจเรียนต่อจนเข้าใจหลักสูตรมัธยมปลายได้ และวิถีแห่งการออกจากโลกควรยึดแบบอย่างจากสามหลักห้าแนวคิด สี่หลักแปดคุณธรรม สามคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ หรือความจงรักภักดี กตัญญู ความมั่นคง และความชอบธรรมของลัทธิขงจื๊อในการบำเพ็ญ
ส่วนการบำเพ็ญ “ใจ” นั้นอยู่ในระดับมัธยมปลาย ใจไม่อาจตั้งมั่นได้ จิตวิญญาณก็ไม่อาจบำเพ็ญปัญญาได้ ดังนั้นเคล็ดสำคัญที่สุดของการบำเพ็ญใจคือ “สมาธิ” แก่นแท้ของ “สมาธิ” ก็คือ “ความบริสุทธิ์แท้” และ “ความสงบแท้” ดังที่กล่าวไว้ใน《太上清靜經》 (หากใจจะตั้งมั่นได้จริง จำเป็นต้องอาศัยการนั่งสงบและนั่งสมาธิจึงจะเข้าถึงภาวะ “ใจตั้งมั่น” ได้)!
หากใจบริสุทธิ์แท้ก็จะ “ไร้สิ่งใด” หากใจสงบแท้ก็จะ “ไร้ความคิด” ไร้ความคิดก็คือ “สัมมาสติ” และ “ไร้ความคิด” หมายถึงแม้แต่ความคิดเรื่อง “ไร้ความคิด” ก็ต้องไม่มี จึงจะเรียกว่า “ไร้ความคิด” อย่างแท้จริง ไร้ความคิดเช่นนี้จึงจะเข้าถึงภาวะ “ใจตั้งมั่น” ได้
ผู้บำเพ็ญโดยทั่วไปมักหยุดอยู่เพียงระดับนี้และวนเวียนอยู่ตรงนี้ ไม่อาจก้าวข้ามขึ้นไปได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะบางศาสนากำหนดให้ศาสนิกต้อง “สวดพระพุทธ” บางศาสนากำหนดให้ศาสนิกต้อง “สวดภาวนา” บางศาสนากำหนดให้ศาสนิกไป “เดินลิงซาน” ที่วัด บางศาสนากำหนดให้ศาสนิกไป “ปล่อยสัตว์” หรือ “จัดพิธีกรรม” ตามที่ต่างๆ (วิธีธรรมเหล่านี้มากมายล้วนอยู่ในขั้นของการเรียนรู้ ยังไม่เข้าสู่ขั้นของการบำเพ็ญ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงด่านและลำดับขั้นต่างๆ ของการปฏิบัติ การบรรลุ และการตื่นรู้) ความคิดและนิสัยเหล่านั้นล้วนเป็นการทำงานของวิญญาณรู้คิด ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการยกระดับการบำเพ็ญทางจิตวิญญาณ หากในใจเต็มไปด้วย “วิญญาณรู้คิด” แน่นอนว่าย่อมไม่มี “จิตดั้งเดิม” อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง แล้ว “ใจ” จะ “ตั้งมั่น” ได้อย่างไร?
ภายใต้การเผยแผ่ศาสนาของนิกายต่างๆ อย่างกว้างขวาง แม้ผู้บำเพ็ญจะมีมาก แต่ผู้ตื่นรู้ในธรรมกลับมีน้อย ทุกคนติดอยู่กับอุปสรรคแห่งความรู้ที่เกิดจากตัวอักษรและถ้อยคำ! เป็นอุปสรรคต่อความสามารถและศักยภาพในการพิจารณาและตื่นรู้ในการบำเพ็ญ! (คัมภีร์ของนักปราชญ์และบัณฑิตโบราณล้วนถูกถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันเพื่อชี้นำสรรพสัตว์ให้ออกจากความหลงเข้าสู่ธรรม—เพราะระดับจิตวิญญาณและระดับการตื่นรู้ของสรรพสัตว์ไม่เท่ากัน จึงจำเป็นต้องอาศัยบทคัมภีร์เพื่ออธิบายลำดับขั้นของการบำเพ็ญ)!
และยังเอา “ตัวตนปลอม” ของกายเนื้อไปเข้าใจผิดว่าเป็น “ตัวตนแท้” ของจิตวิญญาณ เอา “สถานที่ปฏิบัติธรรมตามสภาพภายนอก” ของสิ่งปลูกสร้างในโลกมนุษย์ไปเข้าใจผิดว่าเป็น “สถานที่ปฏิบัติธรรมแท้” ของใจสามัญ หากไม่อาจบำเพ็ญจนถึงภาวะ “ว่างทั้งกายและใจ” อันเป็น “การบำเพ็ญแท้” เช่นนี้ ต่อไปไม่เพียงยากจะหวังความสำเร็จในหนทางธรรมเท่านั้น แต่อาจทำให้กายวิญญาณของตนตกลงสู่การเวียนว่ายตายเกิดนับภพนับชาติ และเร่ร่อนอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย
ดังนั้นในระดับ “จิตวิญญาณ” จึงต้องบำเพ็ญ “ปัญญา” และ “ความจริง” “ความจริง” คือไม่ลวงหลอก และในจักรวาลทั้งมวลมีเพียงทางธรรมที่ถูกต้องและสัจธรรมเท่านั้นที่เป็น “จริง” นั่นคือหลักธรรมแห่งการกำเนิดและแปรเปลี่ยนของพลังหนึ่งแท้ดั้งเดิมอันกลมกลืน สรรพสสารในจักรวาลล้วนเกิด แปรเปลี่ยน หรือปรากฏเป็นภาพลวงจากพลังไร้สสาร ดังนั้นมีเพียง “พลังหนึ่งแท้ดั้งเดิมอันกลมกลืน” เท่านั้นที่เป็นความจริง ส่วนอื่นๆ ล้วนเป็นสภาพภายนอกที่ลวงหลอก ผู้บำเพ็ญ “บำเพ็ญความจริง” ก็คือต้องตระหนักรู้สัจธรรมนี้ให้ได้ ส่วน “ปัญญา” ก็หมายถึง “ปัญญาแท้” (ปัญญาอัศจรรย์) ที่เกิดขึ้นหลังจากตระหนักรู้ทางธรรมอันแท้นี้แล้ว เพื่อนำมาใช้จัดการเรื่องราวต่างๆ ในโลกมนุษย์
หากผู้บำเพ็ญคนหนึ่งยังบำเพ็ญปัญญาแท้ (ปัญญาอัศจรรย์) ออกมาไม่ได้ ก็จะถูกภาพลวงหรือสภาพภายนอกหลอกได้ง่าย คิดว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความจริง ตัวอย่างแนวคิดเรื่อง “ปล่อยสัตว์” และ “ยกเลิกโทษประหาร” ก็เป็นตัวอย่าง典型ของการถูกหลอก มองเห็นเพียง “ผลลัพธ์” ของความทุกข์ยากที่สัตว์ผู้เป็นเป้าหมายแห่งความเมตตากำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า แต่กลับมองไม่เห็น “เหตุปัจจัยเดิม” ที่ทำให้พวกมันตกสู่ทางเดรัจฉาน หรือเคยฆ่าคน วางเพลิง และทำชั่ว การสงสารผู้กระทำผิดอย่างเลื่อนลอยย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อกฎแห่งสวรรค์ในจักรวาล และยังขัดต่อการบังคับใช้กฎสวรรค์และกฎยมโลก นั่นไม่ใช่การ “ทำความดี” แต่เป็นการ “ก่อกรรม” (หรือที่เรียกว่าการตัดขาดเหตุและผล) หากผู้บำเพ็ญสามารถหยั่งถึงมหาธรรมและตระหนักรู้ “สัจธรรม” ได้ ก็จะรู้ว่า “เมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่” นั่นแหละคือสัจธรรม เพราะฉะนั้นพวกเราผู้บำเพ็ญ “กาย” “ใจ” “จิตวิญญาณ” ล้วนต้องบำเพ็ญ มิฉะนั้นปัญญาแท้ (ปัญญาอัศจรรย์) ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ มิใช่หรือ?
โดย-ภูเขาเฟิ่งหวง ศาลเจ้าฉือหวงกง
ใส่ความเห็น
คุณต้องเข้าสู่ระบบ เพื่อจะพิมพ์ความเห็น